ศรีวราห์ บินด่วน!! ตาม "คดีล่าหมีขอ" เค้น "อส.ออย" ยอมรับสารภาพแล้ว


10 ต.ค. 2561, 20:02





ศรีวราห์ บินด่วน!! ตาม "คดีล่าหมีขอ" เค้น "อส.ออย" ยอมรับสารภาพแล้ว




วันนี้ (10 ต.ค. 2561) ผู้สื่อข่าว ONB news รายงานว่า พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า จากกรณีมีการจับกุม นายวัชรชัย สมีรักษ์ กับพวกรวม 11 คน พร้อมของกลางเป็นขาสัตว์ จํานวน 4 ขา และอาวุธปืนจํานวนหนึ่ง บริเวณป่าเขาพลู เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าวังใหญ่และป่าแม่น้ำน้อย อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี นั้น คดีนี้พนักงานสอบสวน สภ.ไทรโยค ได้รับคําร้องทุกข์ไว้ตามคดีอาญา พร้อมแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ต้องหา คือ น.ส.ศรีวิจิตร ดิษแช่ม, นายทัศดนัย ขอกระโชก, นายฉัตรชัย เกาะลอย, นายจิรชัย ตันติวัฒนสิทธิ์, ว่าที่ ร.ต.สุนทร มาเจริญรุ่งเรือง, นายสกานต์ แก่งหลวง, นายอนุสรณ์ เรือนงาม, นายประสาน เต็มธนัน, นางอรุณ แสงใส, นายถาวร เซี่ยงหลิว, นายวัชรา ชัยสมีรักษ์ และนายสมเกียรติ เพ็งนาเรนทร์ บ้านอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ 1 อ.บ้านคา จ.ราชบุรี เป็นลุงของปลัด ซึ่งจับได้ที่ราชบุรีในเวลาต่อมา ในความผิดฐานรวม 11 ข้อหา คือ “ร่วมกันเก็บหานําออกไปทําด้วยประการใดๆ ให้เป็นอันตรายหรือทําให้เสื่อมสภาพ ซึ่งไม้ยางไม้ นํามันยาง นํามันสน แร่ หรือทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ, ร่วมกันนําสัตว์ออกไปหรือทําด้วยประการใดๆ ให้เป็นอันตรายแก่สัตว์, ร่วมกันนําเข้ายานพาหนะเข้าออกหรือขับขี่ยานพาหนะในทางที่มิได้จัดไว้เพื่อการนั้นโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่, ร่วมกันนําเครื่องมือสําหรับล่าสัตว์หรือจับสัตว์หรืออาวุธอื่นใดเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่, ร่วมกันล่าหรือพยายามล่าสัตว์ป่าสงวนหรือสัตว์ป่าคุ้มครองซึ่งมิได้เป็นการกระทําโดยทางราชการที่ได้รับการยกเว้นฯ, ร่วมกันมีไว้ครอบครองซึ่งสัตว์ป่าสงวนสัตว์ป่าคุ้มครองซากของสัตว์ป่าสงวนหรือสัตว์ป่า คุ้มครองโดยมิได้รับอนุญาต, ร่วมกันซ่อนเร้นช่วยพาเอาไปเสียหรือรับไว้โดยประการใดซึ่งสัตว์ป่าหรือซากของสัตว์ป่าอัน ได้มาโดยการกระทําความผิด, ร่วมกันเก็บหาของป่าหรือกระทําด้วยประการใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ, ร่วมกันมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว และไม่มีเหตุเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์” พร้อมของกลาง, อาวุธปืนยาวลูกกรด ขนาด .22 ติดกล้องและกระบอกเก็บเสียง 1 กระบอก, เครื่องกระสุนปืน ขนาด .22, อาวุธปืนพกสั้น ขนาด 9 มม., แม็กกาซีน พร้อมเครื่องกระสุน 9 มม., เครื่องกระสุน ขนาด 5.56 มม., ไฟฉายคาดหัว, มีด และอื่นๆ อีกหลายรายการ

พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าวอีกว่า หลังจากที่ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.ธนา ชูวงศ์ รรท.ผบช.ภ.7 ให้สั่งการให้คณะพนักงานสืบสวนสอบสวน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน จ.กาญจนบุรี เข้าทําการตรวจสถานที่เกิดเหตุบริเวณต่างๆ ที่กลุ่มผู้ต้องหาได้ทํากิจกรรมในเขตอุทยาน เพื่อเก็บวัตถุพยานที่เกี่ยวข้อง อย่างละเอียด โดยล่าสุดวันนี้ได้รับรายงานว่า จากการตรวจสอบพบวัตถุพยานเพิ่มเติมยังพบชิ้นส่วนกรามล่างของสัตว์ป่าขนสีดํา, เศษชิ้นเนื้อ, กระป๋องเบียร์เปล่า, มีดอีโต้, เขียงไม้ และหม้ออลูมิเนียม บริเวณเรือนที่พักผู้มาทําบุญ สํานักสงฆ์เหมืองเต่าดํา พบขวดน้ำพลาสติกบรรจุปลอกกระสุนปืนขนาด .45,9 มม.จํานวนหนึ่งและเศษถุงพลาสติก บริเวณที่เจ้าหน้าที่สกัดจับกลุ่มผู้ต้องหา นําส่งเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน และสัตวแพทย์ ดําเนินการตรวจพิสูจน์ในส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจากการสืบสวนสอบสวน ขยายผลทราบว่า น.ส.ศรีวิจิตร และ นายทัศดนัย ต่างพกพาอาวุธปืนเข้าไปในที่เกิดเหตุ โดยซุกซ่อนไว้ในรถยนต์กระบะที่ นายทัศดนัย ขับขี่ แต่ขณะเจ้าหน้าที่เข้าทํา การตรวจค้นไม่พบอาวุธปืนดังกล่าว

โดยเมื่อผู้ต้องหาถูกนําตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ไทรโยค ได้ให้ ด.ช.เอ (นามสมมติ) ซึ่งมาเยี่ยมผู้ต้องหา นําอาวุธปืนดังกล่าวกลับไปไว้ที่บ้านพัก จึงแจ้งข้อกล่าวหากับ ด.ช.เอ ว่า “มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว และไม่มีเหตุเร่งด่วนตาม สมควรแก่พฤติการณ์” โดยพนักงานสอบสวน สภ.ไทรโยค ได้รับคําร้องทุกข์ไว้ตามคดีอาญาที่ 374/2561 ลง 9 ต.ค.61 พร้อมยึดอาวุธปืนพกสั้นขนาด .38 จํานวน 1 กระบอก และขนาด 11 มม. จํานวน 1 กระบอก ไว้เป็นของกลางในคดีเพื่อเป็นหลักฐานในการดำเนินคดีตามกฎหมาย

ช่วงบ่าย พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) รับผิดชอบงานด้านความมั่นคงและกิจการพิเศษ ลงพื้นที่ดูสำนวน ที่สภ. ไทรโยค กรณีเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ ที่ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี จับกุม นายวัชรชัย สมีรักษ์ ปลัดอำเภอด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี และพวกขณะเข้าไปในป่า พร้อมของกลางปืน และซากส่วนขาของหมีขอ ว่า

กรณีนี้ได้สั่งการ พล.ต.ต.ธนา ชูวงศ์ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 (รรท.ผบช.ภ.7) ให้สั่งการตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีนี้แล้ว โดยให้มี รอง ผบช.ภ.7 เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน โดยให้ใช้ชุดเดียวกับคณะพนักงานสอบสวนที่ทำคดีเสือดำที่ นายเปรมชัย กรรณสูต ประธาน บมจ.อิตาเลียนไทย ดิเวลล็อปเม้นต์ เป็นผู้ต้องหา เนื่องจากเป็นคณะพนักงานสอบสวน ที่มีประสบการณ์การทำคดีลักษณะนี้ จะสามารถทำคดีได้อย่างรวดเร็ว 

ต่อมาพล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล พร้อมคณะนายตำรวจ นำตัวนายอนุสรณ์ เรือนงาม หรืออส.ออย  เข้าห้อง พตอ.ธานี สงวนจีน ผกก.สภ.ไทรโยค โดยทำการสอบสวนปากคำด้วยตนเอง โดยมีผู้สื่อข่าวร่วมรับฟัง โดยในครั้งแรก นายอนุสรณ์ ให้การว่าทั้งหมดเข้าไปสำนักสงฆ์เพื่อนำสิ่งของไปมอบให้พระ และปฏิเสธว่าไม่ได้ล่าสัตว์แต่ซื้อขาหมีขอมาจากชาวบ้าน ที่ขับขี่รถจักรยานยนต์มาขายให้ในราคา 100 เพื่อนำไปทำยา ส่วนอาวุธปืนยาวขอยืมพี่ชายติดตัวไปเท่านั้น แต่หลังจาก พล.ต.อ.ศรีวราห์ สอบสวนหนักขึ้น จึงยอมเปิดปากสารภาพว่า ได้ร่วมกันล่าสัตว์ป่าและยิงหมีขอจริง

โดยก่อนเดินทางเข้าป่ากลุ่มออฟโรดได้นัดรวมตัวพบกัน ที่บริเวณสามแยกหอนาฬิกาฐานันดร ม.3 ต.ลุ่มสุ่ม อ.ไทรโยค จากนั้นจึงเดินทางมุ่งหน้าไปยังสำนักสงฆ์เขาเต่าดำ โดยพักแรมกันที่บริเวณสำนักสงฆ์ ต่อมานายต้าได้ชักชวนตนไปล่าสัตว์ พื้นที่ป่าไม่ห่างจากสำนักสงฆ์ที่พักมากนัก และได้ร่วมกันล่าหมีขอจริง แต่ไม่ได้เป็นคนลงมือยิง นายตาต้าที่เป็นคนเฝ้าสำนักสงฆ์เต่าดำเป็นคนลงมือยิง โดยใช้อาวุธปืนยาวไรเฟิลขนาด.22 แอลอาร์ ส่วนอาวุธปืนตนได้ขอยืมมาจากพี่ชาย และนำซากมาทำที่ริมห้วยน้ำข้างที่พัก แต่นายตาต้ากับนายจิระที่เป็นคนดูแลสำนักสงฆ์อีกคน เป็นผู้ลงมือแล่หมีขอ จากนั้นก็นำเนื้อหมีขอไปปรุงทำอาหาร แต่ตนไม่ได้กินด้วย หลังจากทราบในรายละเอียด พล.ต.อ.ศรีวราห์ ได้สั่งการให้ไปนำตัวนายตาต้าและนายจิระ 2 ชาวเมียนมา คนดูแลสำนักสงฆ์มาสอบสวน รวมทั้งให้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดในแต่ละแห่งตามเส้นทางที่เริ่มเดินทางจนเข้าป่า อีกทั้งได้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดเฉพาะกิจ เข้ามาดำเนินการแล้ว

ผู้สื่อข่าวได้ถามว่าคดีหมีขอกับคดีเสือดำ ที่ทุ่งใหญ่นเรศวรฯ ความยากง่ายของคดีต่างกันมากน้อยอย่างไร พล.ต.อ.ศรีวราห์ ตอบว่า ยอมรับว่าคดีหมีขอนี้ยากกว่าคดีเสือดำทุ่งใหญ่ เนื่องจากคดีนี้วัตถุพยานที่ชี้ชัดว่ายิงหมียังไม่ชัดเจน ไม่มีหลักฐานแน่ชัดอย่างหนังเสือดำที่พบรูกระสุนปืน ก็ต้องหาพยานหลักฐานให้มากขึ้น

หลังจากสอบปากคำ นายอนุสรณ์ พล.ต.อ.ศรีวราห์ พร้อมคณะนายตำรวจและทีมพนักงานสอบสวนชุดทำคดีเสือดำ ได้เข้าห้องประชุมเพื่อฟังบรรยายสรุปในเรื่องการดำเนินการของคดี รวมทั้งวางแนวทางรูปคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินการ

ด้าน หน.อช.ไทรโยค แจ้งจับผู้กระทำผิดในคดีปลัดล่าหมีขอเพิ่มอีก 1 ราย เป็นรายที่ 12 หลังพบปรากฏในภาพขณะจับกุม แต่อาศัยช่วงชุลมุนเผ่นหนี

นายพนัชกร โพธิบัณฑิต หัวหน้าอุทยานแห่งชาติไทรโยค เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่อุทยานได้เข้าแจ้งความเพิ่มเติมกับพนักงานสอบสวนให้ติดตามตัวผู้กระทำผิดอีก 1 ราย ภายหลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่เก็บรวบรวมและหลักฐานในที่เกิดเหตุเพิ่มเติมที่สำนักงานสงฆ์เต่าดำเมื่อวันก่อน ประกอบกับได้ตรวจสอบภาพจากที่เจ้าหน้าที่ได้บันทึกไว้ในวันเกิดเหตุในภายหลังอีกครั้ง พบว่า มีผู้ร่วมกระทำผิดในคดีดังกล่าวหายตัวไประหว่างที่เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติไทรโยคเข้าทำการจับกุม โดยอาศัยจังหวะช่วงชุลมุน หลบหนีการดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่ จากภาพที่ปรากฏเป็นชายสวมเสื้อสีน้ำเงิน (ตามภาพ) ซึ่งจากการรวบรวมหลักฐานและสืบในทางลับว่าบุคคลดังกล่าวเป็นใคร ทราบชื่อในเวลาต่อมาคือ นายสมเกียรติ เพ็งนาเรนทร์ บ้านอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ 1 อ.บ้านคา จ.ราชบุรี ซึ่งเป็นลุงของปลัด

ต่อมานายพนัชกร โพธิบัณฑิต หัวหน้าอุทยานแห่งชาติไทรโยค นางสาวเนตรนภา งามเนตร ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานไทรโยค พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน และ ร.ต.อ.อภิชัย พุ่มชัย พนักงานสอบสวน สภ.ไทรโยค ร้อยเวรเจ้าของคดี จะเดินทางลงพื้นที่บริเวณสำนักสงฆ์เต่าดำอีกครั้ง เพื่อตรวจหาวัตถุพยานเพิ่มเติม รวมทั้งซากชิ้นส่วนของหมีขอ ซึ่งอาจหลงเหลืออยู่ในพื้นที่ และเพื่อเข้าไปตรวจในบริเวณที่เป็นกุฏิพระสงฆ์ รวมทั้งบริเวณโดยรอบที่เป็นพื้นที่พักแรมที่กลุ่มผู้ต้องหาเข้าพัก นอกจากนี้จะเข้าพูดคุยกับเจ้าอาวาสพระสงฆ์และผู้ดูแลสำนักสงฆ์ด้วยเพื่อนำมาเป็นหลักฐานเพิ่มเติมในคดี