โรคหลอดเลือดสมอง...อันตราย เสี่ยงอัมพฤกษ์ อัมพาต เสียชีวิตได้หากรักษาไม่ทัน


31 ส.ค. 2561, 18:24





โรคหลอดเลือดสมอง...อันตราย เสี่ยงอัมพฤกษ์ อัมพาต เสียชีวิตได้หากรักษาไม่ทัน




ข่าวของ อ๊อฟ-พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง ถูกหามส่งโรงพยาบาล หลังเกิดอาการวูบกลางกองถ่ายละคร เนื่องจากอาการเส้นเลือดในสมองตีบ สร้างความตกใจให้กับครอบครัว เพื่อนๆในวงการและแฟนๆอย่างมาก วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับโรคหลอดเลือดสมองตีบกัน

พญ.จุฑาทิพย์ รัตนพันธ์ 
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สาขาอายุรศาสตร์ระบบประสาท โรงพยาบาลจุฬาภรณ์
บอกว่า โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)หรือที่ประชาชนทั่วไปรู้จัก และเรียกกันว่า  โรคอัมพฤกษ์หรืออัมพาต  แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ  โรคหลอดเลือดสมองตีบหรือโรคหลอดเลือดสมองอุดตัน  และโรคหลอดเลือดสมองแตก  ซึ่งในที่นี้จะขอกล่าวถึงความสำคัญของโรคหลอดเลือดสมองตีบหรือโรคหลอดเลือดสมองอุดตัน  

สำหรับโรคหลอดเลือดสมองตีบหรือโรคหลอดเลือดสมองอุดตัน ปัจจุบันถือเป็นโรคที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอับดับหนึ่งของประเทศไทย  ซึ่งเกิดจากการที่หลอดเลือดมีการตีบหรืออุดตันจากลิ่มเลือดหรือไขมันที่อยู่ภายในหลอดเลือด  ส่งผลให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองได้ลดลง  จนเป็นสาเหตุให้เซลล์สมองที่ขาดเลือด  มีการขาดออกซิเจนและถูกทำลายไป  ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะอัมพฤกษ์หรืออัมพาตได้  ส่งผลให้เกิดความพิการในระยะยาวได้  โดยมีปัจจัยเสี่ยงจากการเป็นโรคความดันโลหิตสูง  ไขมันในเลือดสูง  เบาหวาน  หรือแม้แต่การสูบบุหรี่  ล้วนแล้วแต่มีผลต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบ  แต่อย่างไรก็ตามโรคนี้สามารถป้องกันได้ในคนที่ยังไม่เกิดโรคและสามารถรักษาให้หายขาดได้  หากได้รับการรักษาอย่างรวดเร็วทันท่วงทีและได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องจากบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความรู้ความชำนาญ  
 
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง

1. อายุมากว่า 60 ปี อายุที่เพิ่มมากขึ้นทำให้มีไขมันและหินปูนเกาะทำให้ผิวชั้นในของหลอดเลือดหนาและแข็งขึ้น ทำให้หลอดเลือดตีบแคบและเสื่อมลง
2. ผู้ที่มีโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในเลือดสูง
3. ผู้ที่เป็นโรคหัวใจ เช่น โรคลิ้นหัวใจผิดปกติ หัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เป็นสาเหตุของการเกิดลิ่มเลือด ซึ่งอาจทำให้เกิดเกิดการอุดตันที่หลอดเลือดสมองและสมองขาดเลือดได้
4. ผู้ที่มีโรคเลือดบางชนิดหรือมีภาวะเลือดแข็งตัวเร็วกว่าปกติ มีผลทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันได้ง่ายขึ้น
5. ผู้ที่มีโรคหลอดเลือดอักเสบบางชนิด
6. การสูบบุหรี่ สารนิโคตินและคาร์บอนมอนอกไซด์ทำให้หลอดเลือดแข็งตัว พบว่าการสูบบุหรี่เพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองประมาณร้อยละ 3-5
 
อาการของโรค

โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันสามารถเกิดอาการได้หลายอย่าง  ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของสมองที่เกิดโรค  โดยอาการที่เกิดขึ้นจะเป็นอาการที่เกิดจากสมองส่วนที่มีปัญหาควบคุมอยู่  อาการของโรคมักจะเกิดขึ้นทันทีทันใดหลังจากสมองขาดเลือด อาจจะเป็นๆหายๆ  หรือค่อยเป็นค่อยไปมากขึ้น  หรืออาจจะเป็นมากขึ้นเรื่อยๆในระยะเวลาอันสั้น คือ

1. แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก
2. ชาครึ่งซีก
3. พูดไม่ชัด พูดไม่ออก ลิ้นแข็ง ปากเบี้ยว มีปัญหาด้านความเข้าใจภาษา
4. มองเห็นภาพไม่ชัด ตาพร่ามัว เห็นภาพซ้อน
5. เวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน เดินเซ  
6. ปวดศีรษะรุนแรง
7. ซึม  สับสน วูบ หมดสติ  ไม่รู้สึกตัว
 
 
การตรวจวินิจฉัย
สามารถทำได้โดย
1. ตรวจสมองด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT Scan) หรือเครื่องเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็ก (MRI Scan) เพื่อวินิจฉัยโรคหลอดเลือดสมอง
2. ตรวจหลอดเลือดสมองด้วยการทำเอกซเรย์ดูหลอดเลือดสมองโดยการทำ Computed tomography angiography (CTA) หรือการตรวจด้วยการทำเอกซเรย์ Magnetic resonance angiography (MRA)  ซึ่งควรทำตั้งแต่บริเวณสมองครอบคลุมไปถึงหลอดเลือดบริเวณลำคอ (Brain and neck include carotid)
3. การตรวจอัลตราซาวด์หลอดเลือดบริเวณลำคอ (carotid duplex scan) เพื่อดูการไหลเวียนของหลอดเลือดแดงบริเวณลำคอที่ไปเลี้ยงสมองว่ามีการตีบหรืออุดตันจนเป็นสาเหตุให้สมองขาดเลือดร่วมด้วยหรือไม่
 
การรักษาโรคหลอดเลือดสมอง
การรักษาแบบเฉียบพลันทันท่วงที คือ

1. การให้ยาละลายลิ่มเลือด (Recombinant tissue plasminogen activator or rtPA) ทางหลอดเลือดดำภายในเวลา 4.5 ชั่วโมง นับจากเริ่มมีอาการ พบว่าผู้ป่วยประมาณ 30-40 % จะมีอาการดีขึ้นภายหลังได้รับยา 24 ชั่วโมง  และอาการหายเกือบเป็นปกติภายในระยะเวลา 3 เดือน
2. การใช้สายสวนหลอดเลือดเพื่อลากเอาลิ่มเลือดที่อุดตันออก (Endovascular treatment or mechanical thrombectomy) ซึ่งในปัจจุบันสามารถทำได้ภายในเวลา 24 ชั่วโมง  นับจากเริ่มมีอาการ  และสามารถให้การรักษานี้ร่วมกับการให้ยาละลายลิ่มเลือดได้ หากให้ยาละลายลิ่มเลือดแล้วยังมีลิ่มเลือดอุดตันอยู่
3. การผ่าตัด  จะทำในผู้ป่วยที่มีสมองบวมมากและจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดเพื่อป้องกันภาวะสมองตายจากสมองบวมจนไปกดเบียดก้านสมอง (Brain herniation)
4. การให้ยาลดสมองบวม  ในกรณีรอการผ่าตัดสมอง
5. การนอนพักฟื้นในหอผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke unit)

ส่วนการรักษาในระยะยาว สามารถทำได้โดย

1. การให้ยาต้านเกล็ดเลือด
2. การกายภาพเพื่อฟื้นฟูการทำงานของกล้ามเนื้อ  กำลังของกล้ามเนื้อ  การพูด  การกลืน
3. การติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่องและควบคุมความดันโลหิต น้ำตาลและไขมันในเลือดให้อยู่ในระดับ
 
แล้วเราจะป้องกันไม่เกิดโรคนี้ได้อย่างไร?

1. ตรวจสุขภาพประจำปีและเฝ้าระวังการเกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง และโรคหัวใจ
2. ควบคุมอาหาร รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ  อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์  วันละ 30-45 นาที
4. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่
5. หากมีสัญญาณเตือน ควรรีบมาพบแพทย์ที่โรงพยาบาล ถึงแม้ว่าอาการจะหายไปได้เองก็ตาม

การป้องกันเหล่านี้สามารถช่วยป้องกันและลดโอกาสการเกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันได้  แต่อย่างไรก็ตามหากเกิดอาการผิดปกติก็ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะหากเป็นโรคนี้แล้วไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีก็อาจทำให้เกิดความพิการในระยะยาวได้หรือเสียชีวิตได้ในรายที่เป็นรุนแรง