หลักการจัดการ "ภาวะวิกฤติ" ในภารกิจช่วย 13 ชีวิต ติดในถ้ำขุนน้ำนางนอน


หลักการจัดการ "ภาวะวิกฤติ" ในภารกิจช่วย 13 ชีวิต ติดในถ้ำขุนน้ำนางนอน



6 ก.ค. 2561, 21:01

คอลัมน์ รื้อสร้าง/ชัย สี่แคว

 

เรียกได้ว่า ภารกิจการช่วยเหลือทั้ง 13 ชีวิต ที่ติดอยู่ภายในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ยังคงอยู่ในภาวะความเสี่ยง ยากต่อการนำตัวออกมาจากถ้ำได้อย่างปลอดภัย และที่น่าเศร้าไปกว่านั้น คือการสูญเสีย "จ.ส.สมาน กุนัน" อดีตเจ้าหน้าที่หน่วยซีล ไปขณะปฏิบัติงานอย่างไม่คาดคิด ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดล้วนเป็น "ภาวะวิกฤติ" ดังนั้นเพื่อให้เกิดการสูญเสียให้น้อยที่สุด จึงจำเป็นต้องมีวิธีการจัดการที่ดี

สำหรับ "ภาวะวิกฤติ" นั้นคืออะไร?  

ภาวะวิกฤติ คือ สภาพที่ไม่ปกติ ซึ่งอาจจะเกิดจากการกระทำของมนุษย์ หรือจากธรรมชาติ ซึ่งสภาวะเช่นนี้อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อชีวิต ทรัพย์สินเมื่อมีเหตุการณ์ที่ไม่ปกติเหล่านี้เกิดขึ้นแล้ว การบริหารจัดการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพนับว่า สำคัญที่สุด เพื่อลดความเสียหาย หรือ ให้ความเสียหายเกิดน้อยที่สุด ในทางวิชาการ มีหลักการบริหารจัดการ "ภาวะวิกฤติ" ที่เรียกว่า "การจัดการวิกฤต (Crisis Management)" โดย "องค์ประกอบการจัดการ" ประกอบด้วย

1. ต้องประเมินว่าวิกฤตนี้ จะกระทบต่อใครบ้าง และจัดลำดับผลกระทบต่อแต่ละกลุ่ม
2. เปิดให้ทุกฝ่ายเข้าร่วมในการแก้วิกฤติ เพราะต้องอาศัยความชำนาญเฉพาะด้านจากแต่ละภาคส่วน 
3. สร้างความน่าเชื่อถือในการแก้ไขวิกฤติ โดยการดึง "เชี่ยวชาญ" มาร่วมแก้ปัญหา
4. เน้นการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในระหว่างการปฏิบัติงาน

ซึ่งในกรณีเหตุการณ์ที่ถ้ำขุนน้ำนางนอน สามารถใช้หลัก "การจัดการวิกฤต" เข้ามาบริหารจัดการได้ดังนี้คือ

1. ต้องประเมินว่าวิกฤตนี้ จะกระทบต่อใครบ้าง และจัดลำดับผลกระทบต่อแต่ละกลุ่ม: อย่างที่ทราบกันว่า วิกฤติครั้งนี้เรื่องสำคัญที่สุด คือการช่วยชีวิตของทั้ง 13 ชีวิต แต่สิ่งที่ตระหนักตามมาคือ ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้เข้าไปช่วยเหลือในครั้งนี้ด้วย ซึ่งมีหลายภาคส่วน โดยเฉพาะ "หน่วยซีล และทีมสำรวจหาโพรงถ้ำ" ที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งเรื่องนี้ทาง "กองอำนวยการฯ" ได้จัดการได้อย่างดี เช่น การแบ่งผู้ช่วยเหลือออกเป็นกลุ่มต่างๆ และต้องเซ็นชื่อเข้าออกทุกครั้ง ส่วนผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องห้ามเข้าไปโดยเด็ดขาด นอกจากนี้มีการระมัดระวัง "สายไฟ" ที่ลากเข้าไปให้แสงสว่างในถ้ำ เพราะอาจจะทำให้ผู้ปฏิบัติงานในถ้ำได้รับอันตรายได้ 

แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม คือ "สุขภาพของผู้ปฏิบัติงาน" อย่างที่คนไทยได้รับข่าวเศร้าคือ "จ.ส.สมาน กุนัน" อดีตเจ้าหน้าที่หน่วยซีล ที่หมดสติขณะปฏิบัติงาน เพราะต้องไม่ลืมว่า เป็นการปฏิบัติงานในสภาพในถ้ำที่อากาศน้อย สภาพถ้ำบางช่วงคับแคบ เมื่อดำน้ำนานๆ อาจจะทำให้เกิดอันตรายตามมาได้ ซึ่งเรื่องนี้สำคัญมาก

2. เปิดให้ทุกฝ่ายเข้าร่วมแก้วิกฤติ เพราะต้องอาศัยความชำนาญเฉพาะด้านจากแต่ละภาคส่วน:  ซึ่งในเรื่องนี้ถือว่า "กองอำนวยการฯ" สามารถดำเนินการได้อย่างดีเช่นกัน จะเห็นได้ว่ามีหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ ได้เข้ามาช่วยเหลือในการปฏิบัติงาน หรือ แม้กระทั่ง "ประชาชน" ที่เข้ามาเปิดโรงครัวเลี้ยงอาหารให้กับผู้ปฏิบัติงาน ก็ถือว่า มีส่วนร่วมที่สำคัญ ในการแก้วิกฤติในครั้งนี้ ซึ่ง "สื่อสหรัฐฯ" ถึงกับชมประเทศไทยในกรณีนี้ด้วย

3. สร้างความน่าเชื่อถือในการแก้ไขวิกฤติ โดยการดึง "ผู้เชี่ยวชาญ" มาร่วมแก้ปัญหา: การปฏิบัติงานครั้งนี้ เป็นการปฏิบัติงานในถ้ำที่มีน้ำ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมากๆ ซึ่งต้องใช้ "ผู้เชี่ยวชาญหลายด้าน" มาร่วมกัน ซึ่งทางกองอำนวยการฯ สามารถดึงผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายที่ หลากหลายประเทศมาร่วมมือกัน เช่น อังกฤษ สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น เป็นต้น ซึ่งช่วยทำให้การทำงานครั้งนี้เป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอนมาก

4. เน้นการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในระหว่างการปฏิบัติงาน: การปฏิบัติครั้งนี้ ให้ความสำคัญกับ "การสื่อสาร" โดยมีการตั้งกองอำนวยการฯขึ้นมาเพื่อเป็นศูนย์กลางในการติดต่อ ประสานงาน การตัดสินใจ และแถลงข่าวกับสื่อเพื่อรายงานความคืบหน้าให้ประชาชนรับทราบ  

นอกจากนี้ภายในถ้ำ "หน่วยซีล" ได้ตั้งศูนย์บัญชาการ ประสานงานกับจุดบัญชาการด้านหน้าถ้ำ ซึ่งทำให้สามารถจัดการหรือแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที นอกจากนี้เหล่าบรรดาค่ายโทรศัพท์ต่างๆ ได้ส่ง "รถโมบาย" ลงติดตั้งเสาสัญญาณเคลื่อนที่ บริเวณปากทางเข้าถ้ำหลวง เพื่อให้การติดต่อสื่อสารง่ายขึ้น และที่น่าสนใจอีกอันหนึ่งคือ การนำ "โทรศัพท์สมัยสงครามเวียดนาม" มาใช้ในภารกิจนี้ เพราะไม่มีสัญญาณโทรศัพท์มือถือ และสัญญาณจากวิทยุสื่อสารส่งได้เพียงช่วงสั้น จึงถือว่า การปฏิบัติงานครั้งนี้ สามารถจัดการกับเรื่องการสื่อสารได้เป็นอย่างดี

ดังนั้นแล้ว "การจัดการวิกฤต" ของไทยในกรณีการช่วยเหลือ 13 ชีวิต ที่ติดในถ้ำขุนน้ำนางนอน เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ และควร "ถอดบทเรียน" นี้มาเป็นแนวทางสำหรับประเทศไทย และเพื่อประโยชน์ทั่วโลกต่อไป

 











ติดตาม ONB NEWS Fans Page







ข่าวน่าสนใจ




















กดติดตาม ONB news คุณจะทราบข่าวสารก่อนใคร