ประชาธิปไตย : สถาบันทหารกับการเปลี่ยนแปลง


ประชาธิปไตย : สถาบันทหารกับการเปลี่ยนแปลง



14 ธ.ค. 2560, 20:29


เป็นที่รู้กันทั่วไปว่าประเทศไทยเรานั้นสถาบันทหาร เข้ามามีบทบาททางการเมืองการปกครอง นับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อพ.ศ. ๒๔๗๕ เรื่อยมา ความพยายามที่จะสถาปนาระบบการเมืองให้เป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพจึงรับรู้ได้ว่ายังไร้ผล

          ปรากฏการณ์ดังกล่าวนับว่าเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นและพบเห็นได้โดยทั่วไปในประเทศกำลังพัฒนาที่หวังจะนำเอาประชาธิปไตยมาเป็นอุดมการณ์แห่งชาติ นักรัฐศาสตร์จึงให้ความสนใจที่จะศึกษาและอธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวมาโดยตลอด เพื่อหวังว่าถ้าระบบการเมืองสามารถแยกออกจากสถาบันทหารได้ จะเปิดโอกาสให้องค์กร และกระบวนการในระบอบประชาธิปไตยทำงานได้ เสถียรภาพทางการเมืองก็จะบังเกิดขึ้นตามมา แต่สาเหตุที่ทหารสามารถเข้าแทรกแซงทางการเมืองอาจสรุปได้ดังนี้

          ประการแรก  สถาบันทางการเมืองในปัจจุบันไร้ประสิทธิภาพ ไม่สามารถสนองตอบต่อความต้องการของประชาชนได้ทันท่วงที หรือไม่แยแสต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง สมาชิกรัฐสภาไม่ทำหน้าที่กำกับ ตรวจสอบฝ่ายบริหาร พรรคการเมืองส่วนใหญ่ไม่ได้ทำหน้าที่ของตนเอง ที่จะสร้างความศรัทธาสมกับเป็นตัวแทนของประชาชน บรรดาพรรคการเมืองกระตือรือร้นที่จะเข้าหาประชาชน เฉพาะในช่วงก่อนฤดูกาลเลือกตั้งเท่านั้น

          เมื่อเปรียบเทียบสถาบันทางการเมืองกับสถาบันทหาร พบว่าสถาบันทหารได้รับการพัฒนาให้ทันสมัยอย่างรวดเร็ว มีการปฏิรูปจัดการองค์กรเกิดความเข้มแข็ง มีระเบียบ วินัย และมีความต่อเนื่องของรุ่น คือสถาบันทหารเป็นสถาบันที่มีทรัพยากรทางการเมืองอยู่สูง กล่าวคือ มีกำลังคน กำลังอาวุธ เกียรติยศ ศักดิ์ศรี และความพร้อม สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากการสื่อสารต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ

          สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้ทหารแทรกแซงทางการเมืองนั้น ไม่ใช่เกิดจากสถาบันทหารโดยตรง แต่เป็นเพราะว่าสถาบันทางการเมืองไร้ประสิทธิภาพ เมื่อสังคมทันสมัยประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจ เห็นความสำคัญของการเข้ามามีส่วนร่วม ก็คาดหวังจะให้รัฐบาลสนองตอบต่อความกินดีอยู่ดี เมื่อรัฐบาลไม่สามารถจัดการได้ก็เกิดความวุ่นวาย เอื้อประโยชน์ให้สถาบันทหารเข้ามาแทรกแซง อ้างขจัดความวุ่นวายทางการเมือง

          ประการที่สอง อุดมการณ์ทางทหาร คือ ความรู้สึกชาตินิยม และต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรง ทหารไทยมีความเชื่อว่า รัฐบาลจะดำรงอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีทหารสนับสนุน นอกจากนี้ยังปฏิเสธระบบการปกครองประชาธิปไตยสมบูรณ์แบบ อุดมการณ์ชาตินิยมจะถูกนำมาอ้างเสมอๆในการทำรัฐประหาร เช่น เดียวกับเหตุผลในเรื่องของความมั่นคงของชาติจากภัยคุกคามของพวกคอมมิวนิสต์

          ประการที่สาม ผลประโยชน์ของกลุ่ม เหตุผลนี้มีพื้นฐานมาจากความเชื่อว่า สถาบันทหารเป็นสถาบันของชาติที่มีความสำคัญยิ่ง ทหารจึงมีความรู้สึกว่ากองทัพจะต้องเป็นอิสระ นั่นคือสามารถที่จะดำเนินงานได้ด้วยตนเอง โดยปราศจากการแทรกแซงของหน่วยอื่นๆ ผลประโยชน์ของกลุ่มทหารยังหมายถึงการยอมรับในเรื่องของการงบประมาณ นั่นคืองบประมาณของกองทัพไม่ถูกตัด กลุ่มทหารไม่ถูกลดบทบาท ถูกทำให้ศักดิ์ศรีและเกียรตินิยมด้อยลง ประวัติของการแทรกแซงทางการเมืองโดยกลุ่มทหารไทย ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มทหารมีความรู้สึกว่าผลประโยชน์ของกลุ่มได้รับความกระทบกระเทือน  มีลักษณะเป็นกลุ่มทางการเมืองมากกว่าทหารอาชีพ  ขณะเดียวกันลักษณะของทหารเป็น Technocrat กระฉับกระเฉง ว่องไว มีวินัย ไม่ชอบความวุ่นวาย หรือความชักช้าในการดำเนินการแก้ปัญหา นิยมวิธีการที่ตรงไปตรงมา ฉะนั้นกลุ่มทหารมักไม่มีความอดกลั้นพอเมื่อต้องประสบกับวิธีการแก้ปัญหาตามกระบวนการในระบบประชาธิปไตย  

          เมื่อเราเห็นว่าอุปสรรคของการพัฒนาประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพ คือ อุปสรรคอันเกิดจากการแทรกแซงของกลุ่มทหาร เราจะกำจัดอุปสรรคนี้อย่างไร เพื่อให้ระบอบประชาธิปไตย ดำรงอยู่อย่างมีความหมาย คำตอบที่เห็นพ้องต้องกันในขณะนี้คือว่าจะทำอย่างไร ที่สามารถลดบทบาทของทหารในทางการเมืองลง

           แต่ทั้งนี้จะลดบทบาททหารในทางการเมืองได้นั้น ก็ขึ้นอยู่กับสถาบันทางการเมืองเองต้องปรับตัว สร้างองค์กรให้เป็นมืออาชีพ (Political Institutionalization) เช่น การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยมีความชอบธรรม เป็นที่ยอมรับและเป็นเครื่องมือที่ดีของประชาชน ในการแก้ไขปัญหา เมื่อสร้างสถาบันการเมืองได้เข้มแข็งพอ โอกาสที่ทหารจะเข้าแทรกแซงก็จะเป็นไปได้ยากขึ้น

“มุกมังกร”







คำที่เกี่ยวข้อง : #สถาบันทหารกับการเปลี่ยนแปลง   #มุกมังกร